จุดไต้ย้อนตะวัน บนลานศิลป์ โดย คนบ้านย้อนตะวัน ยาจกโซๆแห่งอิสานใต้

นิราศปราสาทพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำ
( บันทึกการสัญจร : ซอกซอนอิสานใต้ )
         
 บอกกล่าวเล่าแจ้ง

การเดินทางเยือนปราสาทพนมรุ้งและปราสาทเมืองต่ำในครั้งนี้

เพื่อทัศนะศึกษาและเขียนนิราศส่งอาจารย์ผู้สอน ตามที่ได้รับมอบหมาย

ประกอบการศึกษา วิชาวรรณคดีนิราศ ซึ่งในการนี้ท่านอาจารย์ผู้สอน

ได้จัดทัศนะศึกษาไปล่องแพที่จังหวัดกาณจนบุรีเพื่อเป็นการฝึกเขียน

ในประสบการณ์จริง ข้าไม่สามารถเดินทางไปกับคณะผู้สอนได้ ( คุณแม่ไม่อนุญาติ )

พลพรรคของข้าจึงมีมติไปเยือนสถานที่ที่เดินทางไป-กลับได้ในวันเดียว

ผองเพื่อนที่ร่วมเดินทางมีดังนี้จิ๋ม วรรณา,    ยิก พัชรี,  แพ็ต พัชรินทร์

 น้อย พรรณลัดดา,  อ้อ เสาวนีย์และผู้เขียน

         ขอน้อมคารวะผองเพื่อนจากใจที่ครั้งหนึ่งได้ร่วมสร้างอดีตไว้รำลึกถึงเมื่อเวลาเดินทางผ่านพ้นไป

                                                      คนบ้านย้อนตะวัน

                                                      6  ตุลาคม  2554

 

นิราศร้างห่างแม่ไกลไม่สุขสม

ยกสองมือของข้ามาประนม

ก่อนจะก้มวันทาลามารดร

 

จำลาร้างเดินทางไปต่างถิ่น

ให้ถวิลหวั่นไหวใจทอดถอน

ห่วงแม่เฒ่าล้นฤทัยจำใจจร

ประนมกรอธิษฐานบนบานพระ

 

ขอวิงวอนคุ้มครองผองภัยให้

แม่ที่ลูกเทิดทูนไว้เหนือเกศะ

ให้แคล้วคลาดโภยภัยไม่รานระ

สาธุสะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คิดคุ้มครอง

 

โอ้ผีเรือนอยู่เหย้าเฝ้าเคหา

โปรดเถิดหนาคุ้มครองภัยอย่าให้หมอง

แม่แก่เฒ่าห่วงหนักหนาน้ำตานอง

ข้าขอร้องไหว้วานฝากมารดา

 

ลงรถที่บอขอสอเจ้าอ้อเรียก

ยินสำเหนียกข้าแลเหลียวเที่ยวมองหา

เห็นเจ้าน้อยแพ็ตกับอ้อยืนรอรา

กวักหัตถาอยู่ไหวไหวให้ไปพลัน

 

“เร็วพี่หงารถเขารอ”เจ้าอ้อเร่ง

ข้าพิศเพ่งเล็งเห็นจริงวิ่งหุนหัน

สี่ชีวิตพร้อมหมดขึ้นรถกัน

รถคันนั้นจึงแล่นออกสู่นอกเมือง

 

เวลากะประมาณได้สายสามโมง

จึงเชื่อมโยงเร็วพลันให้สั้นเรื่อง

นั่งเหม่อเหงาเฝ้าชะแง้แลชำเลือง

ผ่านวัดไตรนามกระเดื่องเลื่องระบือ

 

ประนมกรวอนหลวงปู่ดูรักษา

คุ้มมารดาเมตตาช่วยด้วยนับถือ

หลวงปู่สามนามนี้ที่ร่ำลือ

ประนมมือวอนคุ้มครองผองภัยพาล

 

ลูกและเพื่อนเดินทางไกลให้แคล้วคลาด

ภยันตรายมิมุ่งมาดคิดอาจหาญ

ที่กังวลมากมายในดวงมาน

ให้เลยผ่านเบาบางจางหายไป

 

ถึงสะเดาชื่อบ้านฟังพาลขม

หวานเป็นลมขมเป็นยาเขาว่าไว้

คนบ้านนี้ทั้งชายหญิงล้วนจริงใจ

จะยากไร้ก็แต่ทรัพย์ด้วยอับจน

 

กำเนิดมาลืมตาดูอยู่บ้านนี้

ใช้ชีวียากแค้นแสนขัดสน

ชะแง้จ้องมองสถานบ้านของตน

คิดห่วงคนผู้เฒ่าอยู่เฝ้าเรือน

 

รถแล่นเลยถึงโรงโม่โอ้อนาถ

กองหินกลาดข้าเพ่งพิศสะกิดเพื่อน

ออกความเห็นสักนิดอย่าบิดเบือน

สักพันเดือนเขาที่เห็นเป็นเช่นไร

 

เจ้าแพ็ตว่าเป็นเขาที่มีหลุมบ่อ

ส่วนเจ้าอ้อบอกเหลือซากฝากชื่อไว้

ด้านเจ้าน้อยบอกยับยั้งบ้างเป็นไง

ข้าว่าง่ายแต่เรื่องทำจำกล้ำกลืน

 

ผ่านโรงเลื่อยเหนื่อยใจไม่ใคร่จัก

ยินยลนักฤทัยไม่แช่มชื่น

โรงเลื่อยเหมือนเมรุที่เขาเผาศพฟืน

ผู้สะอื้นคือพฤกษาพนาดร

 

ผ่านหมู่บ้านโดนโอกโศกดวงจิต

เฝ้าแต่คิดทุกข์ฤทัยมิถ่ายถอน

รถแล่นผ่านบ้านเชื้อเพลิงให้อาวรณ์

ด้วยแรมรอนจากไกลอาลัยแล

 

ผ่านชุมชนคนโรคเรื้อนข้าเอื้อนเอ่ย

ครั้งก่อนเคยคุ้นสนิทเป็นมิตรแท้

น้ำใจเขาประเสริฐพ้นล้นดวงแด

ข้างนอกแลไม่สดใสข้างในนวล

 

ผ่านหมู่บ้านอ่านแล้วขำนามรำเบอะ

เพิ่งเคยเจอะอ่านอีกรอบลอบแย้มสรวล

ชื่อหมู่บ้านอ่านแปลกจิตคิดใคร่ครวญ

คนทั้งมวลฤาจะไม่แปลกไปตาม

 

ถึงอำเภอปราสาทคนดาดดื่น

เดินนั่งยืนหาบสาแหรกบ้างแบกหาม

บ้างขี้เหร่บ้างสวยสดบ้างงดงาม

ทั้งตึกรามเรือนสถานแลลานตา

 

รถแล่นออกจากท่าลาปราสาท

คะเนคาดสามโมงครึ่งบึ่งจากท่า

ผ่านบ้านยางคลางแคลงจิตคิดตรึกตรา

ยางปักษาหรือยางไม้ใคร่อยากรู้

 

รถแล่นเรื่อยเฉื่อยฉิวละลิ่วผ่าน

ถิ่นสถานนิคมชมชอบอยู่

สร้างตนเองร่วมแรงใจไตร่ตรองดู

เขารวมหมู่สามัคคีมีพลัง

 

พิศคิดคล้ายละม้ายเราชาวยาจก

เหมือนกลุ่มนกสกุณินถวิลหวัง

ผองเรารักจริงใจและจริงจัง

แม้บางครั้งขัดแย้งคลางแคลงใจ

 

แต่ไม่นานเท่าไหร่นักก็จักหาย

ด้วยมีสายรักร้อยรัดกระหวัดไว้

ความผูกพันมั่นดวงจิตสนิทใน

เรารักใคร่ปรองดองร่วมผองพรรค

 

รถแล่นผ่านหมู่บ้านหนึ่งให้ทึ่งอยู่

พิเคราะห์ดูให้ฉงนสนเท่ห์หนัก

ละลมระไซชื่อหมู่บ้านขานทายทัก

อยากรู้นักมีที่มาว่าอย่างไร

 

ถึงศาลาลับแลชะแง้จ้อง

เขม้นมองเล็งพินิจจิตหวั่นไหว

สัญจรมาลาแม่ลับแลไกล

ดวงฤทัยคิดคำนึงถึงมารดา

 

ลูกลาร้างห่างแม่ก็แต่ร่าง

มิจืดจางในใจเล่าเฝ้าครวญหา

แม่ท่านนั้นเฒ่าชะแรแก่ชรา

ลูกจากมาวิตกล้นกังวลทรวง

 

นั่งเหม่อซึมขรึมจิตคิดถึงบ้าน

รถแล่นผ่านย่านสงัดริมทางหลวง

หนองตาพระไกลจากบ้านไกลร้านรวง

แล้วเลยล่วงผ่านแยกย่านบ้านพนมดิน

 

อ่านชื่อบ้านให้คนึงคิดทึ่งหนัก

ด้วยประจักษ์จริงแท้แต่เป็นหิน

ชื่อพนมนี้ไม่ใคร่ได้ยลยิน

รถเลยไปยังไม่สิ้นที่คลางแคลง

 

เดินทางไกลแรมร้างมาครั้งนี้

พบแต่สายวารีมีทุกแห่ง

ไหลหลากนองท่วมท้นพ้นความแล้ง

สายบัวแดงชูช่อละออตา

 

ถึงชุมชนที่เรียกขานบ้านจรอกใหญ่

สะดุดใจจอกใหญ่เน้นเป็นหนักหนา

ดื่มสักจอกบอกชุ่มชื่นรื่นอุรา

คือวาจาเพื่อนพ้องคอทองแดง

 

มาบัดนี้ไอ้เสือเหลือเพียงชื่อ

เหตุก็คือโรครุมกายมิหน่ายแหนง

พิษน้ำจอกพอกโรคถ้วนล้วนร้ายแรง

มันแอบแฝงกับน้ำใสในจอกงาม

 

คิดคำนึงจนถึงย่านบ้านบ่อดิน

ฤทัยถวิลตริตรองมิมองข้าม

ด้วยอาศัยน้ำบ่อดินกินทุกยาม

ซาบซึ้งนามของบ้านนี้มิมีเลือน

 

มาถึงบ้านโพธิ์ไทรให้เหว่ว้า

เกิดกำพร้าอนาถใจใครจะเหมือน

ร่มโพธิ์สลายร่มไทรเฒ่าอยู่เหย้าเรือน

น้องนั้นไร้พี่หลายเดือนถึงเยือนยาม

 

โอ้ชื่อบ้านช่างมาพ้องต้องกันกับ

คนอาภัพเขารังเกียจคอยเหยียดหยาม

ขาดร่มโพธิ์ให้ร่มเงาเพื่องอกงาม

ถูกคุกคามสารพัดอึดอัดใจ

 

ผ่านสถานสงบสงัดชื่อวัดโคก

ค่อยสร่างโศกโคกเกลาเขาขานไว้

เมื่อผ่านวัดสัจธรรมนำฤทัย

ที่หมองไหม้ค่อยผ่อนปรนจนทุกข์จาง

 

รถแล่นล่องถึงบ้านหนองอาแมะ

อยากจะแวะไปเที่ยวดูให้รู้บ้าง

แต่สิ้นไร้อับจนหมดหนทาง

กำหนดวางเวลาไว้ไม่เปลี่ยนแปร

 

ผ่านทุ่งนาธารานองทั่วท้องทุ่ง

เขม้นมุ่งพิศเพ่งเล็งชะแง้

เห็นต้นตาลเด่นตระหง่านลานตาแล

มากมายแท้คล้ายเมืองต่ำกัมพูชา

 

ทิวทัศน์ที่ผ่านมาน่าถนอม

อยากให้พร้อมร่วมผดุงมุ่งรักษา

ธรรมชาติสดใสไพรพนา

อย่าขายค้าเห็นแก่ได้ให้นายทุน

 

ถ้าโรงสีโรงงานอยู่ย่านนี้

สายวารีที่เคยใสกลายเป็นขุ่น

ทั้งสังคมแปรเปลี่ยนไปไร้การุณย์

ความเอื้อเฟื้อเกื้อหนุนคงสูญไป

 

ผ่านโคกขมิ้นชื่อหมู่บ้านย่านชุมชน

มีผู้คนหนาพอดูอยู่อาศัย

รถแล่นผ่านถึงย่านเมืองประโคนชัย

เลยเวลาที่นัดไว้หลายนาที

 

ด้วยขอร้องยิกกับจิ๋มเจ้านิ่มน้อง

ให้ทั้งสองเหมารถรารอท่าพี่

น้องนั้นหนอก็รับคำน้ำใจดี

บุญคุณนี้ตรึงฤทัยไม่มีเลือน

 

ถึงสถานีประโคนชัยเร็วไวเข้า

บอกพวกเราลงเร็วพลันกันเถิดเพื่อน

ดูข้าวของให้ดีด้วยช่วยแนะเตือน

อย่าแชเชือนชักช้าเร่งหากัน

 

แล้วได้พบนวลน้องทั้งสองเจ้า

รถที่เหมาเราแลดูก็อยู่นั่น

บอกเพื่อนพ้องคลาไคลไปเร็วพลัน

ทักทายกันกับสองสาวเจ้าน้องนาง

 

ด้วยแรมรอนสัญจรมาในครานี้

ดวงฤดีต่างเห็นพ้องต้องทุกอย่าง

พนมรุ้งคือจุดหมายที่ปลายทาง

อยากเยือนบ้างด้วยศรัทธามานานครัน

 

พาหนะน้อยแล่นลู่สู่ดินแดน

ปราสาทหินเมืองแมนแดนสวรรค์

ระบือไกลเคยได้ยินถิ่นวรมัน

วันนี้นั้นบุญหนักหนาได้มาเยือน

 

สองข้างทางล้วนทุ่งนาพฤกษาไสว

สายธาราป่าไพรงามใดเหมือน

ทุ่งข้าวเขียวลำน้ำใสไม่ลืมเลือน

ชวนผองเพื่อนชี้ชมให้สมใจ

 

ต้นตาลเดี่ยวยืนตระหง่านตัดม่านฟ้า

ดูงามตาเพ่งพิศจิตแจ่มใส

ต้นข้าวงามยามลมพัดแกว่งกวัดใบ

น้ำหลากไหลเจิ่งนองทั่วท้องนา

 

จดจำภาพซาบซึ้งตรึงตราจิต

ไว้นึกคิดยามเฉาเศร้าเหว่ว้า

หากมีทุกข์หวนคิดถึงได้พึ่งพา

ชุบชีวาเศร้าหมองของคนจน

 

สองข้างทางมีชุมชนแต่จนจิต

เฝ้าเพ่งพิศเล็งแลแต่ขัดสน

นามหมู่บ้านมิมีไว้ให้ยินยล

จนผ่านพ้นถึงวัดวาบ้านตาดาล

 

เป็นชื่อเดียวที่รู้เห็นเส้นทางนี้

ก่อนพาหนะแล่นรี่เลยล่องผ่าน

ถึงเชิงเขาใช้เวลาไม่ช้านาน

แล้วทะยานขึ้นเขาเราหวั่นกลัว

 

เรื่องความสูงไม่เคยเสี่ยงคอยเลี่ยงหลบ

ครานี้พบเป็นบทเรียนนั่งเวียนหัว

จิตใจเอ๋ยไม่ประทับกับเนื้อตัว

ทรวงสั่นรัวไหวหวั่นพรั่นฤทัย

 

ทางคดเคี้ยวกลางเถื่อนเหมือนงูเลื้อย

สูงขึ้นเรื่อยยิ่งนึกหวั่นทรวงสั่นไหว

รถแล่นผ่านศาลริมทางต่างพร้อมใจ

ยกมือไหว้ให้แคล้วคลาดปราศภัยพาล

 

ถึงไหล่เขาเราลงเดินดำเนิรชม

ทิวทัศน์สู่ยอดพนมพรมสีสัน

เขียวขจีสดใสงามใดปาน

เห็นยอดปรางค์สูงตระหง่านผ่านวันปี

 

ชวนผองเพื่อนชมพฤกษาคณาไม้

มีหลากหลายงามงดดูสดสี

ล้วนบุปผานานาพันธุ์นั้นมากมี

บานบุรีลั่นทมขาวลั่นทมแดง

 

หางนกยูงเฟื่องฟ้าผกากรอง

เข็มหลากสีงามผ่องยามต้องแสง

ดาวกระจายพรายพริกระริกแรง

หล่นจากฟ้ามาแปลงหรืออย่างไร

 

ชมหมู่ไม้ไพรพฤกษาไม่ช้านัก

ด้วยใคร่จักทัศนาปราสาทใหญ่

เร่งดำเนิรถึงทางลู่สู่บันได

ทึ่งฤทัยพบสถานนามธรรมศาลา

 

ดูโอ่โถงตั้งตระหง่านตัดม่านไพร

เขาสร้างไว้ใช้หินทรายแผ่นใหญ่หนา

ศิลาแลงปนอยู่ดูเด่นตา

ตั้งหันหน้าสู่ถนนขึ้นบนพนม

 

ดำเนิรถึงทางทอดสู่ยอดเสา

ถนนเล่าเอาศิลามาปูถม

ขอบทางมีเสาศิลาเรียงน่าชม

สง่าสมเรียกนางเรียงเดินเมียงมอง

 

คิดคำนวณพร้อมเสร็จได้เจ็ดสิบ

แลลิบลิบตรองในใจใคร่ยกย่อง

เจ้ายืนมั่นพันฉนำ*แลลำพอง (* ฉนำ ภาษาถิ่น มีความหมายว่าปี )

อยู่ปกป้องรักษาชั่วตาปี

 

ถึงสะพานนาคราชแลอาจ อง

เจ้าอยู่ยงยืนหยัดถึงบัดนี้

พังพานแผ่แลห้าหัวกลัวสิ้นดี

หวั่นนาคีมีชีวิตคิดระแวง

 

จะไล่ฟัดกัดขบคิดหลบเลี่ยง

ดำเนิรเรียงบันไดลู่ขึ้นสู่แหล่ง

บันไดชันจริงหนอข้อเท้าแพลง

แทบหมดแรงจำฝืนกล้ำกลืนทน

 

ถึงลานพักโอ่อ่าหน้าปราสาท

แลพิลาศเพ่งพิศคิดฉงน

ช่างบากบั่นสรรค์สร้างอย่างน่ายล

ฝีมือคนโบราณผ่านเวลา

 

ตั้งตระหง่านปานวิมานเทพสถิตย์

แลวิจิตโดดเด่นเป็นหนักหนา

บารายน้อยใกล้บันไดวิไลตา

ทั้งซ้ายขวาขังวารีบัวคลี่บาน

 

ข้าย่างเยื้องชำเลืองทั่วตัวปราสาท

พินิจผาดปรีดิ์เปรมเกษมศานต์

ได้มาเยือนสถานที่มีตำนาน

เคยรุ่งเรืองเมื่อครั้งกาลที่ผ่านมา

 

ปรางค์ปราสาทสีสวยสร้างด้วยหิน

เปรียบเหมือนถิ่นศิวะองค์ลงรักษา

ตัวปราสาทผินพักตร์สู่เบื้องบูรพาลาย

จำหลักบนศิลางามน่าชม

 

เดินเลาะเลี้ยวเที่ยวชมให้สมจิต

ปรางค์ประธานงามชวนคิดพิศสวยสม

เหนือทวารามีทับหลังสร้างนานนม

รูปนารายณ์ท่านบรรทมหลังนาคา

 

ทับหลังนี้ลือเลื่องเรื่องโด่งดัง

เมื่อคราวครั้งถูกลักไปไกลหนักหนา

แต่ก็กลับคืนสู่เคยอยู่มา

ข้าตื่นตาตลึงมองจ้องอยู่นาน

 

ปรางค์ประธานมีประตูสู่สี่ทิศ

ข้าเพ่งพิศแล้วดำเนิรเพลินชมสถาน

ชมปรางค์น้อยปรางค์อิฐพิศดาร

เหลือซากฐานพอขานไขให้ได้รู้

 

แล้วเดินดุ่มเข้ามองเมียงระเบียงคด

ฉงนหมดช่างทำได้ใคร่รู้อยู่

ขนศิลามาอย่างไรใคร่ครวญดู

ช่างเป็นผู้อุตส่าห์น่าชมเชย

 

อันระเบียงทั้งสิ้นใช้หินสร้าง

เอาศิลามาจัดวางแลผ่าเผย

สีชมพูงามใดเทียบมาเปรียบเปรย

กระไรเลยช่างทุ่มแรงตบแต่งทำ

 

ดำเนิรยลจนลุโคปุระ

ช่างมานะจำหลักลายไม่มีซ้ำ

เฝ้าชะแง้แลจนหมดหวังจดจำ

พิศแล้วช้ำเลือนไปบ้างนั่งเสียดาย

 

แล้วเตร่ชมบรรณาลัยใกล้ระเบียง

เดินมองเมียงเหลือบแลชะแง้หงาย

ดวงตะวันอ่อนแสงจะแฝงกาย

เวลาบ่ายมากแล้วจิตคิดตรึกตรา

 

ใช้เวลาชมสถานไม่นานนัก

ด้วยใคร่จจักชมเมืองต่ำกันอีกหนา

ถึงอาวรณ์เพียงไหนจำไคลคลา

ขออำลาปราสาทเก่าเพียงเท่านี้

 

โอกาสหน้าคราต่อไปจักใคร่เยือน

มิแชเชือนเยี่ยมชมใหม่ให้ถ้วนถี่

โบกมือลาไหวไหวในฤดี

แล้วจรลีจากสถานวิมานแมน

 

พาหนะน้อยแล่นลู่สู่เมืองต่ำ

ปราสาทนามร่ำลือไปไกลแสน

อยู่ ณ บ้านโคกเมืองเลื่องทั่วแดน

จึงวางแผนมาเที่ยวชมให้สมใจ

 

รถแล่นรุดถึงจุดหมายไม่นานนัก

ชวนเพื่อนรักทัศนาปราสาทใหญ่

ปรางค์ที่นี่ดูสวยซึ้งตรึงฤทัย

แลวิไลไม่แพ้พนมที่ชมมา

 

ตรงใจกลางมีปรางค์หมู่อยู่ห้าองค์

เขาบรรจงแซมถนอมซ่อมรักษา

หมู่ปรางค์สร้างบนแท่นแผ่นศิลา

ดูสง่ามั่นคง ณ ตรงกลาง

 

ตัวปราสาทโดดเด่นสวยสร้างด้วยอิฐ

ปรางค์ประธานชำนาญคิดประดิษฐ์สร้าง

จำหลักลายสวยเรี่ยมเอี่ยมสำอาง

เพ่งพิศพลางคิดคำนึงทึ่งฤทัย

 

มีทับหลังหลากหลายมากมายแบบ

สลักแนบเหนือทวาราน่าหลงไหล

งามลายศิลป์ซาบซึ้งตราตรึงใจ

ใคร่ครวญไปค่อยย่างเยื้องชำเลืองแล

 

มีสระน้ำคูขอบรอบหมู่ปรางค์

เดินชมพลางฉงนจิตคิดทึ่งแท้

สร้างได้งามตราตรึงซึ้งดวงแด

ยืนชะแง้ชมสถานตระหง่านตา

 

โคปุระระเบียงคตงามหมดแม้

จะหักพังยังแลงามหนักหนา

ถึงยังซ่อมไม่เสร็จสรรพงามจับตา

เราไคลคลาชมชอบครบรอบพลัน

 

ดูเวลาสมควรชวนกันกลับ

หลังจากได้พบกับความสุขสันต์

ระหว่างทางส่งสำเนียงเสียงจำนรรจ์

ว่าเป็นวันสุขศรีมิมีเลือน

 

สามสิบเอ็ดสิงหาตรึงตรามั่น

ตัวเรานั้นเที่ยวท่องกับผองเพื่อน

จะจดจำฝังใจไม่แชเชือน

ได้มาเยือนแดนดินถิ่นวรมัน

 

รีบเดินทางห่วงแม่เฒ่าจะเฝ้าคอย

อยู่เหงาหงอยคอยลูกมิสุขสันต์

ถึงสถานที่ประทับกราบแม่พลัน

ก็เป็นอันสิ้นคำร้อยถ้อยสุนทร

 

จึงขอจบอักษรกลอนนิราศ

ถ้าผิดพลาดฟุ้งเฟื่องอย่าเคืองค้อน

ด้วยตัวข้าสมัครเล่นเชิงเช่นกลอน

ฝีมืออ่อนวอนแค่อ่าน…สำราญเอย.

แม้แต่พญาช้างสาร ก็ยังชีพได้ด้วยพืชผักผลไม้เท่านั้น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: