จุดไต้ย้อนตะวัน บนลานศิลป์ โดย คนบ้านย้อนตะวัน ยาจกโซๆแห่งอิสานใต้

พัก…

พักฟื้น…ไร้การเดินทาง เหงาเท้า เหงามือ อัญชันหน้าเพิงพักนี่แหละ ซ้อมมือ)

*********************

ข้าพเจ้ายังเชื่อว่า ก่อนอื่นหมด
คนจะต้องเป็นตัวของตัวเองก่อนที่จะเป็นอย่างอื่น
เพราะหากคนไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้แล้ว
เขาก็จะไม่สามารถเป็นอะไรได้เลย
การเป็นตัวของตัวเองนี้
มิใช่ลักษณะปัจเฉกชนอย่างสุดโต่ง
แต่คือการแสวงหาความดีงาม
และสร้างมาตรฐานทางจริยธรรม
การตัดสินสิ่งถูกสิ่งผิดภายในตนเอง
มิใช่การว่าตามกันไปอย่างเซื่องๆ
เอกลักษณ์และบุคลิกภาพ
จะพัฒนาขึ้นมาจากพื้นฐานความเป็นจริง
ที่ตนค้นพบการเป็นตัวของตัวเอง
แม้บางครั้งจะแลดูโง่เง่า เต่าตุ่น
แลดูบ้า ในสายตาคนอื่น
แต่นั่นคือคุณสมบัติพิเศษสุด
เท่าที่มนุษย์จะพึงมี….
( คำปรารภของพจนา จันทรสันติ ผู้ถอดความขุนเขายะเยือก )

ตาพร่า ปกาไม่นิ่ง…)

สำหรับข้าพเจ้าย่อมพึงพอใจในชีวิตทุกขณะ
ในท่ามกลางเถาวัลย์ หมอก และถ้ำผา
ณ ที่นี้ข้าพเจ้ามีวิญญาณอิสระ
ท่องเที่ยวพเนจรไปกับเมฆขาว..มิตรร่วมทาง
หนทางนั้นมีอยู่แต่มิได้นำสู่โลกเบื้องล่าง
เมื่อไร้ใจ ย่อมไร้ความคิดคำนึง
ยามค่ำคืนข้าพเจ้านั่งบนแท่นหินเพียงลำพัง
ในขณะที่ดวงจันทร์กลมโต..ค่อยๆโผล่พ้น..ขุนเขายะเยือก.

 ( ขุนเขายะเยือก บท ๓๙ )

  บนขุนเขายะเยือก…
มีแมลงเปลือยเปล่าอยู่ตัวหนึ่ง
มีกายขาวและหัวดำ
ในวงแขนกระชับถือหนังสือไว้สองเล่ม
เล่มหนึ่งชื่อวิถี
เล่มหนึ่งชื่อพลัง
เมื่ออยู่ที่บ้านไม่ต้องกังวลเรื่องภาชนะใช้สอย
เมื่อเดินทางไกลไม่ต้องกังวล
เรื่องข้าวของเครื่องใช้ติดตัว
มีแต่ปรีชาญาณ
เพื่อคอยฟาดฟันศัตรูตัวร้าย
คือ..ตัณหา..ในใจ

ขุนเขายะเยือก บท ๖๒

ผู้คนซึ่งอาศัยอยู่ในโลก
คล้ายแมลงซึ่งพลัดตกลงไปในชาม
ดิ้นรนหาทางออก
แต่ไม่มีวันที่จะปีนหนีออกไปจากที่กักขัง
ชีวิตอันสูงส่งเป็นอันไม่มีวันได้เข้าถึง
ความต้องการของเขาไม่มีที่สิ้นสุด
ในขณะที่วันเวลาผ่านไปคล้ายสายน้ำ
เลยลับไป…ไม่ช้านานก็แก่เฒ่าโรยร่วง.
( ขุนเขายะเยือกบท ๖๓ )

เมื่อผู้คนแลเห็นมนุษย์แห่งขุนเขายะเยือก

เขาล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “นี่คือเจ้าคนบ้า

ไม่อยากมีใครมองหน้ามันซ้ำสอง

ห่อหุ้มร่างด้วยผ้าขี้ริ้ว

สิ่งที่เราพูดมันก็ไม่เข้าใจ

คำที่มันกล่าวเราก็ไม่รู้เรื่อง”

ถ้อยคำของพวกท่าน ล้วนไม่น่าใส่ใจ

ลองไปเยี่ยมขุนเขายะเยือกดูสักครั้ง.

( ขุนเขายะเยือกบท ๔๖ )

ข้าพเจ้ามานั่งอยู่บนขุนเขายะเยือก
และเตร็ดเตร่อยูนานถึงสามสิบปี
เมื่อวานนี้ ข้าพเจ้ากลับไปเยี่ยมญาติมิตร
เกือบครึ่งที่ได้ตกตายไป
ชีวิตแผ่วล้าลงเหมือนตะเกียงที่อ่อนแสง
ลับล่วงไปเหมือนสายน้ำไหล
เช้าวันนี้ ข้าพเจ้าพบเห็นเงาร่างโดดเดี่ยวของตน
และอัสสุชลก็หลั่งไหลโดยมิรู้สึกตัว.
( ขุนเขายะเยือก บท ๖๗  กวีนักพรต ฮั่นชาน ผู้รจนา  พจนา จันทรสันติ ถอดความ )

                     

จักฟื้นคืนชีวิต….ด้วยลิขิตแห่งฟ้าดิน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: